The Great Reset: มุมมองชีวิตการทำงานที่เปลี่ยนไปหลังโควิดของมนุษย์เงินเดือน

November 02, 2021 HR Insight

การระบาดที่ยาวนานของโควิด-19 ได้ทำให้มุมมองการทำงานของมนุษย์เงินเดือนเปลี่ยนไป รวมถึงเกณฑ์การตัดสินใจว่าจะอยู่หรือไปจากองค์กรก็เปลี่ยนไปเช่นเดียวกัน มาดูกันว่ามีอะไรบ้างที่องค์กรต้องเร่งปรับเปลี่ยนเพื่อรักษา employee engagement ไม่ให้นำไปสู่ความเสี่ยงที่จะเกิด the great resignation ที่นักวิชาการคาดการณ์ว่าพนักงานจำนวนมากจะลาออกระลอกใหญ่หลังสถานการณ์โควิดคลี่คลาย

 

5 สิ่งที่คนทำงานคาดหวังจากการทำงานในปี 2021 และต่อจากนี้

Purpose: งานที่มีความหมาย

ผลกระทบจากโรคระบาดที่ผ่านมาทำให้หลายคนตระหนักถึงความไม่แน่นอนของชีวิตและอยากใช้เวลาที่เหลืออย่างคุ้มค่าแทนที่จะเสียเวลากับสิ่งที่ไร้ความหมาย การทำงานซึ่งเป็นเวลาส่วนใหญ่ของชีวิตก็เช่นกัน ดังนั้นคนทำงานจึงแสวงหางานที่มีความหมายต่อชีวิตของตนเอง การได้ทำในสิ่งที่รักและสนใจ การได้เป็นส่วนหนึ่งในการสร้างประโยชน์ให้สังคม และการรู้สึกว่าตัวเองมีคุณค่า จะเป็นหนึ่งในปัจจัยสำคัญที่มีอิทธิพลต่อการตัดสินใจเลือกองค์กร

Income & Work-Life Balance: เงินและสมดุลการใช้ชีวิตที่ต้องมีควบคู่กัน

จากการสำรวจของ Adecco พบว่าคนทำงานให้ความสำคัญกับเงินเดือนและสมดุลการใช้ชีวิตในการตัดสินใจเลือกงานมากที่สุดโดยมองว่าสองสิ่งนี้เป็นสิ่งที่ต้องมีควบคู่กัน เพราะเงินเดือนเป็นสิ่งสำคัญที่ต้องใช้ในการดำรงชีวิต ขณะที่สมดุลการใช้ชีวิตก็เป็นสิ่งที่ขาดไม่ได้ ปัจจุบันคนทำงานหันมาให้ความสำคัญกับ work-life balance มากขึ้นเนื่องจากในช่วง 18 เดือนที่ผ่านมาหลายคนต้องทำงานหนักอย่างต่อเนื่องจนเส้นแบ่งระหว่างเวลางานกับเรื่องส่วนตัวเลือนหายไปจนได้รับผลกระทบทั้งทางสุขภาพและจิตใจรวมถึงความสัมพันธ์กับคนในครอบครัว

Flexibility: ชีวิตการทำงานที่ยืดหยุ่น

การระบาดของโควิดทำให้หลายองค์กรต้องปรับตัวมา work from home ในช่วงล็อคดาวน์ ช่วงเวลาที่ยาวนานนี้ทำให้คนเคยชินกับการทำงานที่บ้านและไม่อยากกลับมาทำงานที่ออฟฟิศทุกวันอีกต่อไปเพราะโควิดได้พิสูจน์แล้วว่าเราสามารถทำงานจากที่ไหนก็ได้โดยไม่กระทบต่อประสิทธิภาพการทำงาน โดยผลสำรวจ Resetting Normal ของ The Adecco Group พบว่า 7 ใน 10 ของคนทำงานต้องการทำงานจากที่บ้านมากขึ้นและคาดหวังให้องค์กรอนุญาตให้พนักงานทำงานที่บ้านมากกว่า 50% ของเวลางานทั้งหมด รวมถึงอิสระในการจัดตารางการทำงานของตัวเองโดยไม่ต้อง fix กับช่วงเวลาการทำงานแบบเข้า 9 เลิก 6 โมงอีกต่อไปเพื่อเพิ่มความยืดหยุ่นในการใช้ชีวิต และมีพนักงานจำนวนมากถึง 41% ที่อยากย้ายไปทำงานกับองค์กรที่สามารถให้ความยืดหยุ่นในการทำงานและการใช้ชีวิตได้มากกว่า

Work Autonomy: เพิ่มอิสระ เพิ่มความสุข

การทำงานจากต่างสถานที่ทำให้พนักงานต้องการอิสระในการทำงานที่มากขึ้นและคาดหวังการทำงานแบบ result-oriented ที่มุ่งเน้นผลลัพธ์เป็นสำคัญ พวกเขาต้องการได้รับความไว้วางใจจากหัวหน้าในการทำงานที่ได้รับมอบหมาย มีอิสระในการนำเสนอความคิดเห็นและทดลองไอเดียใหม่ๆ ซึ่งจะช่วยให้พนักงานมีแรงจูงใจในการทำงานมากขึ้นและทำงานได้อย่างมีความสุข แทนที่จะถูกจำกัดภายใต้การบริหารงานแบบ micro management ที่บรรยากาศการทำงานเหมือนโดนจับผิดตลอดเวลาจนทำให้พนักงานหมดกำลังใจในการทำงาน

Life-long Learning: การทำงานต้องไม่หยุดที่จะเรียนรู้

โลกการทำงานที่เปลี่ยนไปทำให้คนทำงานต้องหมั่นพัฒนาตัวเองอยู่เสมอเพื่อให้มีทักษะที่เป็นที่ต้องการในตลาดแรงงานและก้าวหน้าในอาชีพ โดยจากผลสำรวจ Resetting Normal ของ The Adecco Group พบว่า 71% ของคนทำงานต้องการโอกาสในการเรียนรู้และพัฒนาทักษะของตนเอง และจากผลสำรวจ HR Insights surveys ของ Adecco Thailand ที่สำรวจในไตรมาส 3 ที่ผ่านมาเราพบว่าพนักงานในไทยต้องการพัฒนาทักษะด้านดิจิทัลมากที่สุด โดย Gen Y ให้ความสำคัญกับการพัฒนา hard skill มากที่สุด พวกเขาต้องการพัฒนาทักษะดิจิทัล ทักษะภาษาอังกฤษ และความรู้ที่เกี่ยวข้องกับสายอาชีพ ขณะที่ Gen X ต้องการพัฒนาทักษะดิจิทัล Growth Mindset และทักษะการ coaching มากที่สุด นอกจากนี้เรายังพบเทรนด์ที่น่าสนใจว่าปัจจุบันพนักงานเริ่มหันมาให้ความสนใจในการหาความรู้และพัฒนาทักษะทางด้านการเงินและการคิดเชิงธุรกิจมากขึ้นเพราะเป็นทักษะพื้นฐานที่จำเป็นในการดำเนินชีวิตและยังสามารถช่วยให้เข้าใจการดำเนินธุรกิจขององค์กรได้มากขึ้น


สรุป

การปรับตัวใหม่หลังโควิด-19 ทำให้องค์กรต้องกลับมาทบทวนอีกครั้งถึงกลยุทธ์การสรรหาและรักษาทาเลนท์ไว้กับองค์กรโดยปรับให้สอดคล้องกับความต้องการของคนทำงานและโลกที่เปลี่ยนไปเพื่อที่จะสามารถดูแลพนักงานให้อยู่กับองค์กรได้นานๆ และสร้างความได้เปรียบในการแข่งขันด้านทรัพยากรบุคคล คุณสามารถอ่านข้อแนะนำเพิ่มเติมจาก Adecco ได้ที่ white paper: The Great Resignation