HR Trend 2018

January 03, 2018 HR Insight

HR Trend 2018

ปีที่ผ่านมาคงปฏิเสธไม่ได้ว่าความก้าวหน้าของเทคโนโลยีได้เข้ามามีบทบาทสำคัญในการพัฒนาอุตสาหกรรมการจ้างงานและการสรรหาบุคลากรทั่วโลก  เมื่อเทคโนโลยีเข้ามาทดแทนแรงงานคน ความรุดหน้าของอินเทอร์เน็ตที่ส่งผลพฤติกรรมการหางานและการทำงานของคนรุ่นใหม่ ตลอดจนค่านิยมการทำงานที่เปลี่ยนแปลงไป ทั้งองค์กรและคนทำงานจึงจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องปรับตัวและพัฒนาเพื่อก้าวให้ทันกับโลกการทำงานที่กำลังหมุนไปอย่างรวดเร็ว อเด็คโก้ประเทศไทยได้สรุปเทรนด์ด้านทรัพยากรบุคคลที่น่าจับตามองในปี 2018 ไว้ดังนี้

  1. Gig Economy – บอกลาค่านิยมงานประจำ เมื่องานไม่ประจำตอบโจทย์กว่า

Gig Economy คือ รูปแบบเศรษฐกิจที่ขับเคลื่อนด้วยการจ้างงานชั่วคราว เช่น การจ้างพนักงานแบบสัญญาจ้างที่มีการกำหนดระยะเวลาชัดเจน การทำงานในรูปแบบของฟรีแลนซ์ หรือ การจ้างบริษัท Outsource รับงานเป็นครั้งคราว เป็นต้น Gig Economy ถือเป็นกระแสที่มาแรงในยุคนี้ โดยเฉพาะในต่างประเทศ สถาบันวิจัยชั้นนำทางธุรกิจและการจัดการของโลกอย่าง Mckinsey Global Institute เผยว่าประเทศสหรัฐอเมริกาและประเทศแถบยุโรปมีจำนวนคนที่ทำงานไม่ประจำประมาณ 162 ล้านคน หรือราว 1 ใน 4 ของประชากรวัยทำงาน และยังมีแนวโน้มที่จะเติบโตขึ้นเรื่อย ๆ  สอดคล้องกับผลวิจัยที่อเด็คโก้กรุ๊ปได้ทำร่วมกับลิงก์อินในหัวข้อ Flexible Working: A Career Building and Lifestyle Pathway โดยพบว่างานไม่ประจำกำลังได้รับความสนใจจากคนรุ่นใหม่อย่างมาก แม้อาจถูกมองว่าไม่มั่นคง มีความเสี่ยง แต่ก็มีความก้าวหน้าและได้ผลตอบแทนที่ดี ตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์ที่ยืดหยุ่น ทั้งยังสร้างรายได้มหาศาลให้กับประเทศอีกด้วย

สำหรับประเทศไทยเองก็ Gig Economy ก็เริ่มเติบโตมากขึ้นเรื่อย สังเกตง่าย ๆ จากคนรอบตัวของคุณจากที่เป็นพนักงานประจำก็เริ่มหันมารับงานเสริม อย่างขายของออนไลน์ หรือรับงานกราฟฟิกมาทำในวันหยุด บางคนก็ลาออกไปทำงานฟรีแลนซ์เต็มตัว บ้างก็ออกไปสานฝันสร้างธุรกิจของตัวเอง ส่วนเด็กรุ่นใหม่เองก็เริ่มฝันอยากเป็นผู้ประกอบการกันมากขึ้นจากเดิมที่รู้จักแต่อาชีพที่เป็นงานประจำ ขณะที่หลายองค์กรก็เองก็ให้ความสำคัญกับ Headcount Optimization หรือ การเพิ่มประสิทธิภาพของจำนวนพนักงานที่มีอยู่ให้สูงสุด เพื่อเพิ่มศักยภาพในการแข่งขัน โดยลดหรือจำกัดการจ้างพนักงานประจำมานั่งออฟฟิศ แต่เพิ่มการจ้างพนักงานสัญญาจ้าง การจ้างฟรีแลนซ์และการบริษัทเข้ามารับช่วงการทำงานเป็นครั้งคราว เพื่อตอบโจทย์การขาดแคลนแรงงานในบางช่วง จึงยิ่งทำให้ Gig Economy เติบโตขึ้นเรื่อย ๆ

  1. เข้าถึงผู้สมัครด้วย Digital Recruitment สร้างความประทับใจด้วย Employer Branding และ CSV

เมื่อพฤติกรรมของคนในยุคปัจจุบันที่ผูกติดกับเทคโนโลยีและอินเทอร์เน็ตมากขึ้น ทำให้ช่องทางออนไลน์กลายเป็นช่องทางหลักในการหางาน ผู้สมัครส่วนมากมักค้นหางานที่ตนสนใจผ่านอินเทอร์เน็ต รวมถึงสืบค้นข้อมูลของบริษัทเพื่อประกอบการตัดสินใจ และเลือกสมัครงานผ่านช่องทางออนไลน์เนื่องจากเป็นช่องทางที่สะดวกที่สุด ดังนั้นองค์กรจึงควรให้ความสำคัญกับการลงประกาศรับสมัครงานในสื่อออนไลน์ โดยอาจเริ่มจากการลงประกาศในเว็บไซต์และสื่อสังคมออนไลน์ขององค์กรเอง อย่างเฟซบุ๊ก ทวิตเตอร์ หรือไลน์ หรือเลือกใช้บริการจากเอเจนซี่ที่มีความเชี่ยวชาญ ปัจจุบันอเด็คโก้เองนอกจากจะรับสรรหาบุคลากรแล้ว ก็ยังมีบริการผลิตและลงโฆษณารับสมัครงานผ่านทั้ง เว็บไซต์ adecco.co.th เฟซบุ๊ก SMS และ อีเมล เพื่อรองรับในจุดนี้

นอกจากนี้การสร้าง Employer Branding ก็จะมีส่วนสำคัญอย่างมาก เพราะภาพลักษณ์ของบริษัทเองก็เป็นอีกหนึ่งปัจจัยสำคัญในการตัดสินใจเลือกที่ทำงานของผู้สมัคร โดยการตอบแทนสังคมก็ถือเป็นหนึ่งในภาพลักษณ์ที่จูงใจผู้สมัคร NBS เครือข่ายเพื่อธุรกิจที่ยั่งยืนในประเทศแคนาดาเผยว่าผลวิจัยกว่า 12 ชิ้นได้ชี้ว่าการที่บริษัทมีความรับผิดชอบต่อสังคมช่วยดึงดูดใจผู้สมัครงานยุคใหม่ เพราะพวกเขาเชื่อว่าเมื่อบริษัทดูแลสังคมแล้ว ก็คงดูแลพนักงานดีด้วย และมองว่าเป็นงานที่น่าภูมิใจ ตลอดจนช่วยให้พวกเขาบรรลุค่านิยมของตนที่อยากตอบแทนสังคมได้ ดังนั้นองค์กรยุคใหม่จึงควรปรับวิสัยทัศน์จากเดิมที่อาจมุ่งเน้นเพียงผลกำไร สู่การเป็นองค์กรที่สามารถสร้างคุณค่าทางธุรกิจและสร้างคุณค่าทางสังคม (CSV: Creating Shared Value) ไปพร้อม ๆ กัน
 

  1. Work Life Blended ผสานงานเข้ากับชีวิตด้วยแพลตฟอร์มการทำงานแบบดิจิทัล

ในขณะที่ใครหลายคนแสวงหาชีวิตการทำงานที่มีความสมดุลระหว่างชีวิตกับการทำงาน (Work-Life Balance) แบ่งแยกชัดเจน เวลางานทำงานเต็มที่ เวลาพักก็พักอย่างเต็มที่ แต่ในอนาคตเส้นแบ่งระหว่างงานกับชีวิตส่วนตัวจะค่อย ๆ เลือนหายไป การทำงานกับชีวิตจะถูกผสานเข้าด้วยกัน (Work Life Blended) ที่ทำงานจะคล้ายบ้านมากขึ้น มีจุดให้คุณผ่อนคลายระหว่างวัน เช่น มุมอาหาร มุมนั่งเล่น มุมเล่นเกม-กีฬาต่าง มุมนวด หลายองค์กรมีนโยบายชั่วโมงการทำงานที่ยืดหยุ่นเพื่อให้พนักงานสามารถบริหารเวลาได้ลงตัวยิ่งขึ้น ขณะเดียวกันเทคโนโลยีก็เอื้อให้คุณสามารถทำงานได้จากทุกที่ เพราะปัจจุบันข้อมูลและเอกสารต่าง ๆ ได้ถูกจัดเก็บในรูปแบบดิจิทัล ขอเพียงมีอินเทอร์เน็ตคุณจะเลือกทำงานที่ไหนก็ได้เมื่อคุณสะดวก เช่น เมื่อมีเวลาว่างคุณอาจนั่งตอบเมลผ่านมือถือในร้านกาแฟ หรือประชุมงานจากที่บ้านผ่าน Video Call หรือ Conference Call ก็ได้ การทำงานในยุคใหม่งานจะถูกผสมผสานเข้าเป็นส่วนหนึ่งของชีวิต มากกว่าจะแบ่งแยกอย่างชัดเจน

  1. Soft Skill ปัจจัยสำคัญในการพิจารณาคนเข้าทำงานและเลื่อนขั้น

การเข้ามาของปัญญาประดิษฐ์ (AI: Artifical Intelligence) จะทดแทนแรงงานมนุษย์ในหลายอาชีพ ไม่เพียงแต่สายงานผลิตในโรงงานอุตสาหกรรมเท่านั้น แต่หมายรวมถึงอาชีพอื่น ๆ ด้วย เพราะหุ่นยนต์สามารถคิด วิเคราะห์และตัดสินใจได้เองแล้ว ทั้งยังลดความเสี่ยงการทุจริตของมนุษย์อีกด้วย อีกทั้งยังมีข้อมูลที่เผยว่า 30% ของงานในกว่า60% ของอาชีพทุกวันนี้เป็นงานที่ทดแทนได้ด้วยระบบอัตโนมัติ ดังนั้นพนักงานที่มีแต่ทักษะเก่า ๆ ไม่พัฒนาตัวเองก็จะเป็นที่ต้องการน้อยลงเนื่องจากแนวโน้มของงานมีความเปลี่ยนแปลง

อย่างไรก็ตาม สิ่งที่มนุษย์มีเหนือหุ่นยนต์ก็คือทักษะทางสังคม (Soft Skills) ทักษะทางสังคมเป็นทักษะที่เกี่ยวข้องกับคน การปฏิสัมพันธ์ และความฉลาดทางอารมณ์  ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญในการคัดเลือกผู้สมัครของฝ่ายทรัพยากรบุคคล เพราะเป็นทักษะที่ช่วยให้การทำงานระหว่างบุคคลราบรื่นและยังช่วยเพิ่มประสิทธิผลในการทำงานอีกด้วย ปีที่ผ่านมาอเด็คโก้ได้เผยแพร่บทความวิชาการ "ทักษะทางสังคม:สิ่งสำคัญที่ต้องมีในโลกดิจิทัล" ซึ่งได้เผย 10 ทักษะทางสังคมที่องค์กรต้องการจากผู้สมัครและพนักงาน ได้แก่ ทักษะการสื่อสาร ทักษะการจัดระบบ ทักษะการทำงานเป็นทีม ความตรงต่อเวลา ทักษะการคิดวิเคราะห์ตัดสินใจ ทักษะการเข้าสังคม ความคิดสร้างสรรค์ การสื่อสารระหว่างบุคคล การยืดหยุ่นและปรับตัวเก่ง และการมีมนุษยสัมพันธ์ที่ดี ลองเช็คดูว่าคุณมีทักษะเหล่านี้ครบแล้วหรือยัง หากยังไม่ครบหรือคิดว่ายังพัฒนาได้อีก ปีใหม่นี้อาจเป็นโอกาสอันดีที่จะเริ่มต้นพัฒนาทักษะทางสังคมของคุณ